วัน ศุกร์ ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2564
menu
หน้าแรก ประเด็นเด็ด keyboard_arrow_downข่าวดังท้องถิ่น keyboard_arrow_downข่าวประชาสัมพันธ์ keyboard_arrow_down
อ่านต่อ
ท้องถิ่นวาไรตี้ keyboard_arrow_down
อ่านต่อ
กิจกรรม รวมคลิป keyboard_arrow_down
หมวดหมู่ :

นายกอบจ.ร้อยเอ็ด ร้องถูกกกต.เชือดไม่เป็นธรรม

access_time
กันยายน 12, 2021

          กลายเป็นข่าวดังข้ามคืน ช็อกวงการท้องถิ่น เมื่อสำนักข่าวหลายแห่งพร้อมใจกันรายงานข่าว คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เตรียมส่งเรื่องให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาเพิกถอนสิทธิฯ เลือกตั้ง “เอกภาพ พลซื่อ” นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดร้อยเอ็ด (อบจ.ร้อยเอ็ด) ที่เข้ามาทำงานได้เพียง 9 เดือนเศษ

 

          เนื่องจากพบว่ามีการปราศรัยใส่ร้ายนายมังกร ยนต์ตระกูล ผู้สมัครนายกอบจ.หมายเลข 3 ที่มาจากแรงหนุนของหญิงหน่อย สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ กลุ่มเพื่อไทยร้อยเอ็ด ทำนองว่า ในการเลือกตั้ง นายกอบจ.เมื่อปี 2551 นายเอกภาพ ได้ส่งภรรยา นางรัชนี พลซื่อ ลงชิงนายกอบจ. เมื่อเริ่มนับคะแนนนางรัชนีมีคะแนนนำ แต่หลังจากนั้นเกิดเหตุการณ์ไฟฟ้าดับขึ้น หลังจากนั้นผลคะแนนก็เปลี่ยนแปลงไป

 

          เมื่อย้อนกลับไปเมื่อครั้งการเลือกตั้งนายกอบจ. เมื่อวันที่ 20 เม.ย. 51 มีผู้สมัครรับเลือกตั้งนายกอบจ.ร้อยเอ็ดทั้งสิ้น 5 คน แต่ที่ขับเคี่ยวคะแนนสูสีกันมี 2 หมายเลข คือ เบอร์ 1 นายมังกร ยนต์ตระกูล อดีต ส.ส.ร้อยเอ็ด 1 สมัย ลงสมัครในนาม “กลุ่มพลังประชาชน 101”

 

          และเบอร์ 2 นางรัชนี พลซื่อ อดีตนายกอบจ.ร้อยเอ็ด ที่เพิ่งจะหมดวาระลง ด้วยการทำงานท่ามกลางมรสุมความขัดแย้งกับกลุ่ม ส.อบจ.ฝ่ายค้าน ที่ทำให้กว่าจะผ่านข้อบัญญัติงบประมาณปี 2551 ของอบจ.ร้อยเอ็ดมาได้ เรียกว่าหืดขึ้นคอเลยทีเดียว

 

          ผลการนับคะแนนรวมจาก 20 อำเภอในจังหวัดร้อยเอ็ด ปรากฏว่า นายมังกร ได้ 258,423 คะแนน ส่วนนางรัชนี ได้ 202,110 คะแนน ต่างกันอยู่ 56,313 คะแนน ขณะที่ ส.อบจ.ร้อยละ 80 ที่ชนะการเลือกตั้ง มาจากกลุ่มพลังประชาชน 101 ของนายมังกรเช่นกัน

 

          เหตุการณ์ไฟดับในค่ำคืนการนับคะแนน ถูกนำมาพูดถึงอีกครั้งในการปราศรัยหาเสียงของนายพลซื่อเมื่อครั้งการเลือกตั้งนายก อบจ.เมื่อเดือน ธ.ค. 63 กกต.พิจารณาว่า ถ้อยคำกล่าวดังกล่าวเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 มาตรา 65 (5) ที่ระบุว่า ห้ามมิให้ผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ลงคะแนนให้แก่ตนเองหรือผู้สมัครอื่น ให้งดเว้นการลงคะแนนให้แก่ผู้สมัคร หรือการชักชวนให้ไป ลงคะแนนไม่เลือกผู้ใดเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ด้วยวิธีการ ดังต่อไปนี้ (5) หลอกลวง บังคับ ขู่เข็ญ ใช้อิทธิพลคุกคาม ใส่ร้ายด้วยความเท็จ หรือจูงใจให้เข้าใจผิด ในคะแนนนิยมของผู้สมัครใด

 

          โดยมติในที่ประชุมของ กกต. เสียงข้างมากเห็นควรเสนอศาลอุทธรณ์ภาค เพื่อพิจารณาตามมาตรา 108  และมาตรา 109  ของกฎหมายเดียวกัน ที่กำหนดว่าในกรณีที่ศาลวินิจฉัยว่าผลการเลือกตั้งเกิดจากการเลือกตั้งที่มิได้เป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรม ให้ศาลสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ และเพิกถอนสิทธิสมัคร หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้ที่กระทำการอันเป็นเหตุให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริต เที่ยงธรรมเป็นเวลา 10 ปี 

 

          หากศาลอุทธรณ์ภาคมีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณา นายเอกภาพจะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ไว้จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา และหากศาลอุทธรณ์พิพากษาแล้วนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ นายเอกภาพก็ต้องชดใช้เงินค่าใช้จ่ายในการจัดเลือกตั้งอบจ.ด้วย

 

          งานนี้ถ้าศาลอุทธรณ์พิพากษาตามที่ กกต.เสนอ น่าจะเป็นเคสแรกของ พ.ร.บ.เลือกตั้งท้องถิ่นฉบับใหม่! หนักหนาสาหัสทีเดียว

 

 

          ด้านนายเอกภาพ หลังทราบข่าวจากสื่อเมื่อวันที่ 8 ก.ย.64 ได้เปิดแถลงข่าวในวันรุ่งขึ้นทันทีที่ห้องประชุมสำนักงาน อบจ.ร้อยเอ็ด ผ่านช่องทางออนไลน์ และสวท.ร้อยเอ็ด FM 94 โดยกล่าวว่า “เป็นการฟังความไม่รอบคอบ รอบด้าน และเป็นการด่วนสรุป”

 

          ทั้งนี้ ได้พูดถึงไทม์ไลน์ที่แท้จริงที่ได้ปราศรัยถึงว่า อยู่ในช่วงการเลือกตั้งปี 2555 มิใช่ปี 2551 ตามที่สำนักข่าวลงไปก่อนหน้านี้

 

          พร้อมทั้งลำดับเหตุการณ์ว่า ตนปราศรัยย้อนไปในปี 2555 ซึ่งมีเลือกตั้งนายก อบจ. โดยมีผู้สมัคร 3 คนที่แข่งขันกัน ได้แก่ นางรัชนี พลซื่อ, นายมังกร ยนต์ตระกูล, และนายทินกร จุรีมาศ ระหว่างนับคะแนนช่วงทุ่มกว่าๆ วิทยุท้องถิ่นมีรายงานแล้วว่าคะแนนของนางรัชนีกำลังนำ และมีคนมาแจ้งตนว่า ในวงการพนันมีการยอมรับกัน และจ่ายเงินกันแล้วว่า นางรัชนี เป็นผู้ชนะ แต่หลังจากนั้นไฟเกิดดับที่ห้องรวมคะแนนบนชั้น 2 ของ อบจ.ร้อยเอ็ด และส่วนที่ต่อไฟไปยังบอร์ดรวมคะแนนหน้าสำนักงาน อบจ.

 

          นายเอกภาพกล่าวว่า จุดประสงค์ของการปราศรัยเรื่องดังกล่าว คือ การเตือนไปยัง กกต. และผู้จัดการเลือกตั้ง เพื่อไม่ให้การเลือกตั้งครั้งนี้ (20 ธ.ค.63) เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเหมือนเดิม คำปราศรัยของตนยังพูดอีกว่า จะซื้อเครื่องปั่นไฟฉุกเฉินไปติดหน้าห้องรวมคะแนน ในวันรวมคะแนนเลือกตั้งนายกอบจ. เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ฟังปราศรัยในบริเวณนั้น ว่าจะไม่มีเหตุการณ์ไฟดับอีก และย้ำว่าไม่ได้เอ่ยชื่อใคร ไม่ได้บอกว่าใครโกง โดยเฉพาะผู้สมัครด้วยกัน ก็ไม่มีสิทธิดับไฟอยู่แล้ว เพราะไม่ใช่ กกต.ที่ทำหน้าที่นับคะแนนตรงนั้น...”

 

          เมื่อ กกต.ส่วนกลางและกกต.ร้อยเอ็ดไปสอบถามที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การไฟฟ้าฯ ตอบว่าในวันดังกล่าว (27 พ.ค. 55) ไม่มีการแจ้งไฟฟ้าดับแต่อย่างใด กกต.จึงเอาคำตอบนั้นมากล่าวหาตน ว่าสร้างเรื่องใส่ร้ายคู่แข่งทำให้คะแนนนิยมลดลง แต่เมื่อตนไปถามการไฟฟ้าฯ ว่าทำไมจึงให้คำตอบเช่นนั้น การไฟฟ้าฯ ตอบกับตนว่า ในวันเกิดเหตุไฟฟ้าสาธารณะ ไฟฟ้าตามท้องถนนไม่มีดับ ไม่มีขัดข้อง จึงตอบไปเช่นนั้น แต่หากเป็นไฟฟ้าตามบ้านเรือนดับ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจะไม่รู้ ถ้าไม่มีใครแจ้ง

 

          “ดังนั้นไฟในห้องรวมคะแนนบนชั้น 2 ของอบจ.ร้อยเอ็ด รวมไปถึงไฟที่ต่อไปยังบอร์ดรวมคะแนนหน้า อบจ.ดับ จึงไม่เกี่ยวกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ด้วยเหตุนี้ มาจะให้ใบแดงผม ว่าผมทุจริตการเลือกตั้ง” นายเอกภาพเล่าถึงที่มาที่ไป

 

          พร้อมฝากสื่อมวลชนไปตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใด กกต.จึงรีบร้อนลงคะแนนตัดสิทธิตน ทั้งๆ ที่กกต.ไม่ได้อยู่ครบทั้ง 7 คน มีท่านหนึ่งอยู่ต่างประเทศ มติ กกต.แบบเป็นทางการยังไม่ออก เหตุใดจึงมี กกต.เพียงท่านเดียวรีบออกมาให้ข่าว ตนมองว่าไม่ให้ความเป็นธรรมแก่ตน และผิดวิสัยหรือไม่ ที่กกต.ท่านใดท่านหนึ่งฉกฉวยเอาข่าวนี้ออกมาพูดกับสื่อมวลชน โดยที่มติกกต.กลางยังไม่ออกมา จะเป็นการสร้างกระแสหรือกดดันการทำงานของกกต.ท่านอื่นหรือไม่

 

          นอกจากนี้ ในเพจเฟซบุ๊กชื่อ ดร.เอกภาพ พลซื่อ ยังได้โพสต์ ข้อความระบุว่าเป็นการขอความช่วยเหลือและขอความเป็นธรรมจากประชาชนชาวร้อยเอ็ด “ผมขอความเมตตาทุกท่านที่อยู่ในเหตุการณ์ไฟดับหน้า อบจ.ร้อยเอ็ด ปี 2555 ขอความกรุณาช่วยมาเป็นพยานยืนยัน ว่าวันที่นับคะแนนเลือกตั้ง นายก อบจ.ร้อยเอ็ด ปี 2555 เกิดไฟฟ้าดับขึ้นจริง โดยที่ผมปราศรัยตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น โดยมิได้กล่าวว่าร้ายถึงผู้สมัครรายใด"

          ซึ่งโพสต์ดังกล่าวมีชาวร้อยเอ็ดกดถูกใจกว่า 1 พันคน ถูกแชร์ออกไปว่า 500 ครั้ง และมีผู้มาแสดงความคิดเห็นให้กำลังใจกว่า 300 คอมเมนต์

 

          สำหรับการเลือกตั้งนายกอบจ.เมื่อวันที่ 20 ธ.ค. 63 มีผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งทั้งสิ้น 3 คน ได้แก่ เบอร์ 1 นายเอกภาพ พลซื่อ ผู้สมัครอิสระ เดิมเคยเป็น ส.ส.ไทยรรักไทย 1 สมัย ก่อนจะเป็นหนึ่งในสมาชิกบ้านเลขที่ 111 พรรคไทยรักไทยที่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง 5 ปี และย้ายมาสมัคร ส.ส.พลังประชารัฐในการเลือกตั้งปี 2562 แต่สอบตกจึงหันมาลงสมัครนายกอบจ. , เบอร์ 2 นายสถาพร ว่องสัธนพงษ์ และเบอร์ 3 นายมังกร ยนต์ตระกูล กลุ่มเพื่อไทยร้อยเอ็ด อดีตนายก อบจ. 2 สมัยติด ผลการเลือกตั้งปรากฎว่า นายเอกภาพได้ 221,751 คะแนน ขณะที่นายมังกร ได้คะแนนมาเป็นอันดับสอง  215,694 คะแนน และนายสถาพร ได้อันดับสาม ได้ 6,057 คะแนน

 

          แม้ว่าข่าวที่ออกมาจากฝั่ง กกต.เป็นเพียงกระแสข่าว ที่กกต.ส่วนกลางยังไม่แถลงยืนยัน แต่ก็ยังไม่มีคำปฏิเสธใดๆ ออกมาเช่นกัน จึงน่าจับตามองเป็นอย่างยิ่งว่า คำตัดสินของศาลอุทธรณ์ภาคจะเป็นไปในทิศทางใด และคำปราศรัยบนเวที จะกลายเป็นพยานเอาผิด “ผู้สมัคร” ตาม พ.ร.บ.เลือกตั้งฯ ท้องถิ่นฉบับใหม่ เป็นกรณีแรกหรือไม่

 

 

 

บทความที่เกี่ยวข้อง
close
หน้าแรกประเด็นเด็ดข่าวดังท้องถิ่นข่าวประชาสัมพันธ์ท้องถิ่นวาไรตี้กิจกรรมรวมคลิป