close

หน้าแรก

menu
search

ท้องถิ่น-หน่วยงานรัฐเตรียมรับมือ นายกฯ หนุนใช้รถไฟฟ้าและยกเป็นวาระแห่งชาติ

schedule
share

แชร์

          พล.อ.ประยุทธ์ หนุนทุกหน่วยงานราชการ-รัฐวิสาหกิจใช้รถยนต์ไฟฟ้า และยกระดับการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้ยานยนต์ไฟฟ้าเป็นวาระแห่งชาติ ประกาศในงานเอเปคไทยเดินหน้าเป็นฐานผลิตยานยนต์ EV ขนาดใหญ่ของโลก

 

          ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวกับผู้สื่อข่าวภายหลังจากเป็นประธานประธานในพิธีเปิดสถานีอัดประจุไฟฟ้า EleX by EGAT โดยความร่วมมือกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิต ในพื้นที่ทำเนียบรัฐบาลว่ารัฐบาลมีความยินดีอย่างยิ่งที่จะมีปริมาณสถานีประจุไฟฟ้าเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เพราะถือเป็นนายโยบายสำคัญของรัฐบาลนี้ในการส่งเสริมให้ใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในหน่วยงานราชการ และยังเป็นการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้ยานยนต์ไฟฟ้าเป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งถือเป็นนโยบายของรัฐบาลที่ได้มอบหมายให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐและภาคเอกชนช่วยกันทำในเรื่องของการลดภาวะโลกร้อนและก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเรามีแผนงานที่ชัดเจน  ในส่วนของประเทศไทยนั้นน่าจะเป็นแบบอย่างได้เพราะเรามีการส่งเสริมในหลายมาตรการ โดยเฉพาะกับผู้ประกอบการ จึงทำให้เกิดการลงทุนมากขึ้นในประเทศไทยในระยะต่อไปในการใช้รถยนต์ไฟฟ้า การประกอบการจัดทำแบตเตอรี่ เพื่อให้ครบวงจร 

 

ท้องถิ่น-หน่วยงานรัฐเตรียมรับมือ นายกฯ หนุนใช้รถไฟฟ้าและยกเป็นวาระแห่งชาติ

 

          นอกจากนี้เมื่อวันที่ 17 พ.ย.2565 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม ยังได้เป็นประธานกล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน APEC CEO Summit 2022  ที่ห้องประชุมโรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก ถนนวิทยุ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ  อันเป็นการประชุมของภาคเอกชนที่จัดขึ้นคู่ขนานกับการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค และถือเป็นหนึ่งในการรวมตัวของภาคเอกชนในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกประจำปีที่สำคัญที่สุด โดยปีนี้จะจัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “Embrace, Engage, Enable”โดยมีคณะผู้แทนสภาที่ปรึกษาทางธุรกิจเอเปค (APEC Business Advisory Council: ABAC) และนักธุรกิจเข้าร่วมรับฟังและแสดงวิสัยทัศน์ในประเด็นสำคัญ เช่น อนาคตของโลก ความยั่งยืน การเติบโตที่ครอบคลุม การสาธารณสุขและสวัสดิการสุขภาพในยุคหลังโควิด-19 และการเปลี่ยนผ่านไปสู่ดิจิทัล โดยครั้งนี้มีผู้นำและผู้แทนที่เข้าร่วมกล่าวปาฐกถาและเสวนาในการประชุม มีทั้งหมด 5 เขตเศรษฐกิจ ได้แก่ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ประธานาธิบดีเวียดนาม ประธานาธิบดีชิลี รองประธานาธิบดีเปรู และนายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ และในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2565 มีทั้งหมด 2 เขตเศรษฐกิจ ได้แก่ ประธานาธิบดีฝรั่งเศส และรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ

 

          พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กล่าวปาฐกถาพิเศษครั้งนี้ถึงทิศทางของประเทศไทยเกี่ยวกับการก้าวไปสู่พลังงานสะอาดว่า เพื่อบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ภายในปี 2065 ซึ่งเรามุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรม EV และการพัฒนาระบบนิเวศที่เกี่ยวข้อง ในการนี้ไทยมุ่งจะเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในโลกแห่งหนึ่งในอนาคตอันใกล้ โดยไทยพร้อมร่วมมือทางด้านการเงินและด้านวิชาการ ตลอดจนการแบ่งปัน ความรู้ การเผยแพร่เทคโนโลยี และการพัฒนาขีดความสามารถกับทุกท่าน อย่างรอบด้าน เพื่อบรรลุเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่นี้ อันเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจบีซีจีผสานแนวคิดเศรษฐกิจชีวภาพ(Bioeconomy) เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และเศรษฐกิจสีเขียวเข้าด้วยกัน(Green Economy)  ที่ไทยจะกำหนดให้เป็นวาระแห่งชาติ นำมาเป็นยุทธศาสตร์ในการฟื้นฟูจากผลกระทบของโควิด-19 ตลอดจน เป็นแผนแม่บทสาหรับการพัฒนาและการเติบโตในระยะยาวที่สมดุล ยั่งยืน โดยใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อสร้างคุณค่าเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่า และส่งเสริมความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมทั้งนี้ตนให้ความสำคัญกับการสนับสนุนและมุมมองจากภาคธุรกิจเพื่อสร้างความร่วมมือในด้านต่าง ๆ เช่นการส่งเสริมความยั่งยืน การเติบโตที่สมดุลและครอบคลุม

 

          เร่งหน่วยงานราชการใช้รถ EV หนุนเป็นฮับภูมิภาค        

          นโยบายการผลักดันให้ไทยเป็นฐานผลิตยานยนต์ไฟฟ้าที่สำคัญของโลกรัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ถือเป็นหนึ่งในสามแกนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคตซึ่งรัฐบาลประกาศสู่สาธารณะมาแล้วก่อนหน้านี้คือ 3แกนหลักประกอบด้วยแกนที่ 1. โครงสร้างพื้นฐานที่ใหญ่ที่สุดและบูรณาการมากที่สุด, แกนที่ 2. ภาคอุตสาหกรรมทั้งหมด อุตสาหกรรมยานยนต์ และอุตสาหกรรมที่ต่อเนื่องเชื่อมโยงต่างๆ และแกนที่ 3. ภาคการธนาคาร และวิธีการทำงานของธนาคาร ไทยสามารถกระตุ้นความมั่งคั่งรุ่งเรืองได้

โดยเฉพาะการผลักดันให้มีการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าและการส่งเสริมการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าครบวงจรมีการผลักดันผ่านแผนงานอย่างเป็นระบบมาโดยลำดับ กล่าวคือในการสร้างอุปสงค์หรือความต้องการให้เกิดขึ้นในประเทศรัฐบาลได้เร่งรัดให้หน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ ทั้งหมดทั่วประเทศเป็นองค์กรสำคัญในการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า โดยมีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อ 24 สิงหาคม2564 ให้ทุกหน่วยงานราชการพิจารณาให้มีการจัดซื้อจัดจ้างรถยนต์ไฟฟ้า(EV) มาใช้แทนยานยนต์ที่หมดอายุ หรือที่ต้องจัดซื้อจัดจ้างเพื่อรองรับภารกิจใหม่หรือผู้ดำรงตำแหน่งใหม่ทั้งนี้ ในระยะแรกให้ส่วนราชการที่มีที่ตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร ถือปฏิบัติตามแนวทางดังกล่าวอย่างเคร่งครัด และให้กระทรวงพลังงานร่วมกับกระทรวงการคลัง กระทรวงคมนาคม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงบประมาณ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามและประเมินผลการใช้รถยนต์ไฟฟ้าของส่วนราชการดังกล่าวเป็นระยะๆ อย่างต่อเนื่องแล้วให้รายงานผลต่อ ครม. โดยเร็ว เพื่อพิจารณาขยายผลการดำเนินการตามความเหมาะสมต่อไปและนอกจากนี้ยังมีหนังสือเวียนจากสำนักเลขาคณะรัฐมนตรีแจ้งไปยังทุกหน่วยงานราชการเมื่อ25 ส.ค.2564 ให้ยึดถือปฏิบัติเพื่อเพื่อเป็นการสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและการใช้พลังงานทดแทนของประเทศให้เพิ่มขึ้น รวมทั้งเป็นการลดมลพิษทางอากาศที่เกิดจากไอเสียรถยนต์

 

          คณะรัฐมนตรียังมีมติอีกครั้งเมื่อ 30 พ.ย.2564 ในการพิจารณาการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายในการประจุไฟฟ้ารถยนต์ไฟฟ้าของราชการ ซึ่งได้รับทราบตามที่นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังชี้แจงว่าสามารถดำเนินการได้ตามระเบียบของทางราชการ โดยกรณีที่เป็นการเช่ารถยนต์ส่วนกลาง การเบิกจ่ายค่าบริการประจุไฟฟ้าถือเป็นค่าสาธารณูปโภคซึ่งเป็นดุลยพินิจของหัวหน้าส่วนราชการ เป็นไปตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายในการบริหารงานของส่วนราชการ พ.ศ. 2553 ส่วนกรณีที่เป็นรถยนต์ประจำตำแหน่ง ผู้ใช้รถประจำตำแหน่งเป็นผู้จ่ายค่าใช้จ่ายดังกล่าวเอง ซึ่งเป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยรถราชการ พ.ศ. 2523 

 

          นอกจากนี้ครม.ยังอนุมัติ เป็นหลักการว่า ในระหว่างที่โครงสร้างพื้นฐานและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องเพื่อรองรับการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle: EV) ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ให้ทุกส่วนราชการ “สามารถจัดซื้อจัดจ้างรถยนต์ (รถตู้หรือรถกระบะ) สันดาปภายใน หรือรถยนต์ไฟฟ้าแบบไฮบริด (Hybrid Electric Vehicle: HEV) หรือรถยนต์ไฟฟ้า แบบปลั๊ก-อิน ไฮบริด (Plug-in Hybrid Electric Vehicle: PHEV) ไปพลางก่อนได้ ตามความจำเป็นและเหมาะสม และครม.ได้มีการสั่งการให้กระทรวงการคลังร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา กระทรวงพลังงาน สำนักงบประมาณ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งพิจารณาความจำเป็นเหมาะสมในการปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย

ต่อมาวันที่ 8 ธ.ค.2564 สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ออกหนังสือเวียนแจ้งทุกส่วนราชการ เรื่อง การนำรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้ามาใช้ในราชการ เป็นครั้งที่ 2 ภายหลังได้ออกหนังสือเวียนครั้งแรกเมื่อวันที่ 25 ส.ค.2564 เพื่อแจ้งให้หน่วยงานราชการทุกส่วนได้รับทราบผลการประชุมครม.วันที่ 30 พ.ย.2564

 

ท้องถิ่น-หน่วยงานรัฐเตรียมรับมือ นายกฯ หนุนใช้รถไฟฟ้าและยกเป็นวาระแห่งชาติ

 

ท้องถิ่น-หน่วยงานรัฐเตรียมรับมือ นายกฯ หนุนใช้รถไฟฟ้าและยกเป็นวาระแห่งชาติ

เรื่องราวที่เกี่ยวข้อง

สส. หนุนแก้ พ.ร.บ. คืนอำนาจท้องถิ่นจัดสอบ ขรก.

สส. หนุนแก้ พ.ร.บ. คืนอำนาจท้องถิ่นจัดสอบ ขรก.

“พัฒนา สัพโส” สส. พรรคเพื่อไทย เสนอแก้ไขเพิ่มเติมร่าง พ…

schedule
ทม.ลพบุรี จับมือกรมอุทยานฯ แก้ปัญหาลิง

ทม.ลพบุรี จับมือกรมอุทยานฯ แก้ปัญหาลิง

กรมอุทยานฯ MOU ทม.ลพบุรี ไฟเขียวจัดระเบียบลิง บนพื้นที่…

schedule
กรมอนามัย หนุน อปท. ควบคุมกิจการบริการดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน

กรมอนามัย หนุน อปท. ควบคุมกิจการบริการดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน

กรมอนามัย สธ. สนับสนุน อปท. และ กทม. ออกข้อบัญญัติ/เทศบ…

schedule
“LAMPHUN LEARNING CITY” ส่งเสริมการเรียนรู้ท้องถิ่น ลดช่องว่างการศึกษา

“LAMPHUN LEARNING CITY” ส่งเสริมการเรียนรู้ท้องถิ่น ลดช่องว่างการศึกษา

ทม.ลำพูน เปิดตัว “โครงการลำพูนเมืองแห่งประวัติศาสตร์และ…

schedule

นิตยสารผู้นำท้องถิ่นออนไลน์ รวมข่าวสารอัพเดทของคนท้องถิ่น

ติดต่อเรา

อีเมล : [email protected]